คุยกับ ผศ.ดร.นิอร ศิริมงคลเลิศกุล ว่าด้วย PM2.5 ผ่านเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และความร่วมมือระดับภูมิภาค
PM2.5: มองฝุ่นให้ลึกกว่า Hotspot, Connect the Dots กับ UNDP
มิถุนายน 17, 2026
จากคำถามเรื่อง ‘ฝุ่นมาจากไหน’ สู่การศึกษา PM2.5
ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย เริ่มต้นศึกษาฝุ่นขณะกำลังเรียนปริญญาเอก ตั้งแต่ช่วงปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคเหนือเผชิญปัญหาหมอกควันหนักขึ้นเรื่อย ๆ และในเวลานั้น PM2.5 ยังไม่อยู่ในพจนานุกรมของคนไทย
“ตอนนั้นเราสงสัยว่าฝุ่นมันมาจากไหน แล้วพอดีตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ก็เริ่มคิดต่อว่ามันกระทบเด็กไหม กระทบสุขภาพคนหรือเปล่า มันเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตั้งใจศึกษาเรื่องนี้จริงจัง”
งานศึกษาช่วงแรกใช้ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากภาพถ่ายดาวเทียม เปรียบเทียบกับค่าฝุ่น PM10 ในจังหวัดเชียงราย ทำให้เธอเข้าใจข้อเท็จจริง 2 ประการ
1. การเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่นอย่างชัดเจน
“เราพบว่าฤดูเผาของไทย ลาว เมียนมา สัมพันธ์กันหมดเลย”
2. ฝุ่นไม่มีพรหมแดน
“เชียงรายเป็นจังหวัดที่น่าสนใจมาก เพราะ Hotspot ไม่ได้เยอะที่สุด แต่ค่าฝุ่นกลับสูงมาก”
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเห็นภาพว่า ปัญหาฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือแม้แต่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค
โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา นิอรเห็นว่าปัญหาฝุ่นมากยิ่งขึ้นแบบสัมผัสได้
“ฝุ่นรุนแรงขึ้นแบบเราเห็นด้วยตาได้ คือไม่ใช่ว่าเราเห็น PM2.5 ด้วยตาเปล่า แต่ฝุ่นที่หนาแน่นมันกรองแสงพระอาทิตย์ เราเห็นพระอาทิตย์เป็นสีส้มได้เลย” เธออธิบาย
ไฟในป่าเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
เมื่อกล่าวถึงจุดความร้อนที่เป็นสาเหตุของ PM2.5 หลายคนมักนึกถึงคำว่า ‘ไฟป่า’ ทันที แต่นิอรมองว่า หากต้องการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่าไฟแต่ละประเภทมีที่มาและบริบทไม่เหมือนกัน
เธออธิบายว่า ไฟในพื้นที่ป่าที่เกี่ยวข้องกับคนมีทั้ง ‘ไฟวัฒนธรรม’ ของชุมชนดั้งเดิม ไปจนถึง ‘ไฟจากการเกษตรเชิงเดี่ยว’ ขนาดใหญ่ ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับชุมชนชาติพันธุ์บางแห่ง การใช้ไฟในไร่หมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีดั้งเดิมที่มีปฏิทินการเผาและกติกาชุมชนกำกับอยู่แล้ว การเผาเกิดขึ้นในพื้นที่เดิมที่หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ ไม่ได้มีการขยายพื้นที่ป่าเพิ่ม และมีการควบคุมไฟอย่างชัดเจน
ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการเผาเพื่อเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการผลิตพืชเศรษฐกิจระยะสั้น การขยายพื้นที่เพาะปลูก และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยเธออธิบายว่า “เบื้องหลังของการเผาคือเรื่องเศรษฐกิจ ความยากจน และปากท้อง”
ทั้งนี้ นิอรมองว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่การควบคุมไฟมากกว่าการทำความเข้าใจต้นตอของปัญหา และยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างวิถีดั้งเดิมกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้ชัดเจนพอ
อย่างไรก็ตาม การยอมรับว่าไฟบางประเภทมีบริบททางวัฒนธรรม ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เผาอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่หมายถึงการสร้างกติกาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับแต่ละประเภทของการใช้ไฟ โดยต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดนิยามที่ยอมรับร่วมกัน
PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงกับ SDGs
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นิอรเริ่มเชื่อมโยงงานศึกษาฝุ่นเข้ากับกรอบ Sustainable Development Goals (SDGs) มากขึ้น โดยเฉพาะหลังได้ทำงานร่วมกับ UNDP ในประเด็นควันข้ามแดน เธอเริ่มจากการศึกษาชุดข้อมูลการพัฒนาที่ยั้งยืน (SDG Profile) ระดับจังหวัด ของ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และตาก
“พอเราไปศึกษา SDG Profile ของ 4 จังหวัด เราพบความเกี่ยวข้องของพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นหนัก กับปัญหาสุขภาพ ขณะเดียวกัน สิ่งที่ประชาชนทั้ง 4 จังหวัดพูดตรงกันคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ”
เธอจึงมองว่า PM2.5 จึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงกับ SDGs หลายด้าน โดยเฉพาะ SDG 3 เรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงประเด็นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว
เธอยกตัวอย่างงานศึกษาที่พบว่า เด็กในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาหมอกควันต่อเนื่อง มีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงกว่า ทั้งโรคระบบทางเดินหายใจ ความเสี่ยงมะเร็ง รวมถึงผลกระทบต่อพัฒนาการในระยะยาว ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ในภาคเหนือยังมีอัตราการเสียชีวิตของแม่และเด็กสูงกว่าหลายจังหวัดอื่น
“มีงานวิจัยที่ตรวจสารก่อมะเร็งในปัสสาวะเด็ก แล้วพบว่าเด็กที่อยู่ใกล้พื้นที่เผามีความเสี่ยงสูงกว่า 3 เท่า ถ้าเด็กเหล่านี้โตมาเป็นผู้ป่วย สุดท้ายมันก็คือภาระของรัฐ นี่คือค่าใช้จ่ายของรัฐในอนาคต”
“ตั้งแต่ศึกษาเรื่องฝุ่นมา เราพบว่ารูปแบบการเกิดเหมือนเดิม การแก้ปัญหามีความพยายามและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับฝุ่นมีเยอะขึ้นมาก ข้อมูลวิชาการถูกเอามาเป็นประเด็นเยอะขึ้น” เธอกล่าว “แต่ช่องว่างของปัญหาคือทุกคนยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องสุขภาพคือช่องโหว่ที่คนยังไม่ได้สนใจมากพอ”
จากการโทษคนเผา สู่การมองทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ
“เรื่องฝุ่นที่ยังขาดมากๆ คือการเชื่อมโยงภาคธุรกิจเข้ามาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ” นิอรชี้ “ที่ผ่านมาเราโฟกัสแต่คนเผา แต่ไม่เคยมองไปถึงระบบเศรษฐกิจหรือปลายทางของพืชเหล่านั้นเวลามอง Hotspot เรามักมองแค่ว่ามันเกิดตรงไหน แต่ไม่ค่อยถามต่อว่า แล้วปลูกเพื่อใคร ใครรับซื้อ ใครได้ประโยชน์จากระบบนี้”
เธอเล่าว่า เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาที่มุ่งเพียงการห้ามเผาหรือควบคุมปลายเหตุจึงยังไม่เพียงพอ หากไม่แตะแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลัง แนวคิดเรื่อง Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับ จึงเป็นสิ่งที่เธอพูดถึงมากขึ้น
“ถ้าเรารู้ว่าพืชเหล่านี้ถูกผลิตเพื่อใคร ส่งไปไหน ใครได้ประโยชน์ เราก็จะเริ่มสร้างความรับผิดชอบร่วมกันได้”
เธอขยายความว่าปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของตัวเองแล้ว และพยายามยืนยันว่าผลผลิตที่เข้าสู่ระบบไม่ได้มาจากพื้นที่เผา แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีช่องว่างอยู่ โดยเฉพาะเกษตรกรนอกระบบหรือพื้นที่ห่างไกลที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบลงทะเบียน
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่านี่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ภาคธุรกิจก็เริ่มขยับ และการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ มากกว่าผลักภาระไว้ที่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว
“การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริง ๆ มันควรเริ่มตั้งแต่ก่อนการลงทุนแล้ว ว่าธุรกิจนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังไง” เธอมองว่าและในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องขยับจากการจัดการแบบฤดูฝุ่นไปสู่การทำงานระยะยาว และไม่จำกัดอยู่เพียงการตั้งรับกับไฟเท่านั้น ควบคู่กันไป ภาครัฐควรมีแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลให้แต่ละจังหวัด
“ตอนนี้กลายเป็นว่า จังหวัดที่ลด Hotspot ได้จริง กลับถูกโยกย้ายทรัพยากรไปช่วยพื้นที่อื่นแทน ขณะที่บางพื้นที่ที่ยังเผาหนักกลับได้งบประมาณมากกว่า มันเลยกลายเป็นว่ายิ่งเผามากยิ่งได้งบมาก ทุกอย่างกลับทิศกลับทางไปหมด”
เธอตั้งคำถามว่า หากจังหวัดสามารถลด Hotspot ได้จริง ก็ควรมีแรงจูงใจเชิงบวกเพื่อสนับสนุนให้พื้นที่เหล่านั้นเดินหน้าต่อ ทั้งด้านงบประมาณ การฟื้นฟูป่า หรือการดูแลชุมชน ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการบริหารจัดการร่วมกัน และการมีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน
UNDP กับบทบาทพื้นที่กลางของความร่วมมือข้ามพรมแดน
นิอรมองว่า “UNDP เป็นตัว Connect the Dot” ที่ช่วยเชื่อมโยงหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในประเด็นควันข้ามแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ นิอรมักมีโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปและเวทีแลกเปลี่ยนของ UNDP อยู่เสมอ จนได้เห็นว่า UNDP เป็นกลไกสำคัญในการประสานงานระหว่างประเทศ และเมื่อได้เข้ามาทำงานเรื่องควันข้ามแดนร่วมกัน ก็ยิ่งทำให้เห็นบทบาทนี้ชัดขึ้น
“ไทยมีระบบพยากรณ์ มีองค์ความรู้ที่โอเค แต่สถานการณ์การเผาของเรากับประเทศในภูมิภาคเหมือนๆ กันเราเลยดูว่าเราจะสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ อย่างไร โดยไม่ต้องโทษกันแล้ว”
หนึ่งในสิ่งที่พยายามผลักดัน คือการเริ่มต้นจากความร่วมมือด้านวิชาการ ทั้งการสนับสนุนเครื่องวัดฝุ่นและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงแผนงานในการพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวกับฝุ่นในระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน เธอกำลังทำงานร่วมกับ UNDP เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างของปัญหาระหว่างประเทศ ว่าแต่ละประเทศยังขาดอะไร มีแพลตฟอร์มหรือเครื่องมืออะไรอยู่แล้วบ้าง รวมถึงเริ่มขยับไปสู่เรื่อง Green Economy และการลงทุนสีเขียวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
เธอมองว่า การแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องสร้างกลไกเศรษฐกิจใหม่ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการทำให้ภาคธุรกิจและการลงทุนต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
“ปีนี้ตั้งเป้าเน้นศึกษาความร่วมมือระหว่างพรมแดน มันต้องทำควบคู่กันไปเลย ไม่ใช่ว่าแค่เราศึกษาเสร็จแล้วค่อยบอกเขา และใครจะมาลงทุนในภูมิภาคเรา เราควรร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งให้เขาจ่ายค่าชดเชยสิ่งแวดล้อมให้เราด้วย เพราะสุดท้ายผลกระทบมันถึงกันหมด” เธอทิ้งท้าย