SDGs in Action - นักเย็บเมือง: เชื่อมทุกทางให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานคร
กรกฎาคม 13, 2026
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ คือหนึ่งในกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันนโยบายด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การคัดแยกขยะไม่เทรวม การรับมือฝุ่น PM2.5 การผลักดัน สวน 15 นาที ไปจนถึงการเชื่อมความร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNDP ผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ SDG Localisation สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป หรือ โครงการ Climate Finance Network Initiaitve สนับสนุนโดยสหราชอาณาจักร
ล่าสุด พรพรหมก้าวจากบทบาทที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืน สู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมรับผิดชอบภารกิจด้านความยั่งยืนของเมืองอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้จึงชวนทบทวนบทเรียนตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พร้อมกับการมองไปข้างหน้าว่าจะกำหนดทิศทางเมืองให้เกิดผลจริงได้อย่างไร
ความยั่งยืนที่อยู่ได้จริง
พรพรหมมองว่า กำไร สิ่งแวดล้อม และผู้คนต้องไปด้วยกัน โดย ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่งที่สุดโต่ง
“ผมเชื่อในระบบทุนนิยม เรารู้ว่าโลกมันโตได้ก็เพราะระบบนี้ แต่มันก็ต้องไม่ใช่ว่าจะเอาอย่างเดียว ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าจะให้เขารักษาโดยที่เขาเสียผลประโยชน์ มันไม่เวิร์กหรอก
“เช่นกัน ถ้าเราไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ทุกคนก็จะคิดแต่เรื่องกำไร แล้วสิ่งแวดล้อมก็จะแย่ลง มันก็ไม่รอดอยู่ดี เราก็เลยมองว่ามันน่าจะมีโจทย์ที่ทำยังไงให้กำไรมันก็เพิ่มขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมมันก็ดีไปด้วย”
Pornprom Vikitsreth, Deputy Bangkok Governor at Multi-Stakeholders Coordination Platform by UNDP
โจทย์ของสิ่งแวดล้อมในมุมพรพรหมจึงไม่ใช่การอนุรักษ์แบบสุดโต่ง แต่คือการออกแบบให้วิน-วิน และสมดุล
พรพรหมเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้ช่วย สส. ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงปี 2012 การทำงานครั้งนั้นเปิดประตูให้เขาสนใจด้านสิ่งแวดล้อม ผนวกกับความสนใจด้านการเมือง เมื่อมีโอกาสได้ทำงานในกรุงเทพมหานคร เขาจึงตอบตกลง และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่เขาได้ทำงานร่วมกับ UNDP ผลักดันความยั่งยืนจากระดับพื้นที่ ให้สอดคล้องกับแนวทางของโครงการ SDG Localisation ของ UNDP ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป
Pornprom Vikitsreth, Deputy Bangkok Governor
ครั้งแรกของผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร
พรหรหมฉายภาพที่เข้าใจง่ายว่า หากเมืองปลอดฝุ่น ขยะไม่ตกค้าง น้ำไม่เน่าเสีย ผู้คนก็จะมีสุขภาพดี แต่กรุงเทพมหานครไม่ได้มองเท่านั้น
“ผู้ว่าฯ มองลึกกว่านั้นว่าสิ่งแวดล้อมนี่แหละคือตัวสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง” เขาเล่า “ถามว่ามันเกี่ยวข้องยังไง คือถ้ากรุงเทพต้องการที่จะดึงคนที่เก่งทั่วโลกมาอยู่ อย่างพวก Digital Nomad หรือว่าบริษัทที่อยากจะตั้ง Regional Headquarters ทำไมเขาต้องเลือกกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาไม่เลือกสิงคโปร์ เราได้เปรียบอยู่แล้วเรื่องค่าครองชีพ และถ้าถามผมหรือถามคนกรุงเทพฯ เราก็บอกอาหารเราอร่อยกว่า เราสนุกกว่า คนน่ารัก คนใจดี แต่ประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนยังลังเลก็เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเขากลัวว่าเดี๋ยวพาลูก พาภรรยามา แต่ต้องมาเจอช่วงฝุ่นเดือนมกรา กุมภา ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาพวกนี้เชิงระบบเชิงระยะยาวได้ กรุงเทพฯ น่าจะเป็นที่ที่คนอยากมากที่สุด”
โจทย์ของกรุงเทพมหานครสอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อ คือการมองสิ่งแวดล้อมโดยเห็นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจซ้อนอยู่
และ 4 ปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกของกรุงเทพมหานครที่มีตำแหน่งผู้บริหารเฉพาะทางด้านการดูแลด้านความยั่งยืน
Pornprom Vikitsreth, Deputy Bangkok Governor with Chadchart Sittipunt, Bangkok Governor
Climate Change is Real!
โลกแห่งความเป็นจริงของคนที่เข้ามาทำงานด้านความยั่งยืนในระดับเมืองไม่ได้ง่าย เมื่อความแปรปรวนสารพัดรูปแบบต่อคิวปรากฏตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฝนหนักเดือนกันยายน 2565 ที่หนักว่าฝนเฉลี่ยในรอบ 30 ปี น้ำทะเลหนุนสูง หรือแม้กระทั่ง Urban Heat ปีนี้ที่สัมผัสได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลแบบไม่ต้องอาศัยตัวเลขยืนยัน
“ฝนตกหนักขึ้น ถี่ขึ้น มาในเวลาที่ประหลาดขึ้น สภาพอากาศเริ่มไม่เป็นไปตามแพทเทิร์นที่เคยมีมาก่อน” สำหรับพรพรหม นี่ไม่ใช่ภาพวันสิ้นโลกแบบฉับพลัน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ สะสม และบีบให้เมืองต้องปรับตัว
Pornprom Vikitsreth, Deputy Bangkok Governor at UNDP's Youth Climate Box Contest in Bangkok Climate Action Week 2025
“หน้าที่ของกรุงเทพมหานครในการทำให้เมืองยืดหยุ่นพร้อมรับภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปจึงมี 2 อย่าง คือ การลดผลกระทบ (Mitigation) และ การเตรียมรับมือ (Adaptation)” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้าง climate resilience ตามกรอบ SDG 13
ซึ่งการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันเมืองต่อโลกรวน’ เริ่มได้จากการที่เมือง ‘ลงทุน’ ในเรื่องนี้มากขึ้น เขาทำงานกับ UNDP ผ่านโครงการ Climate Finance Network ด้วยทุนของสหราชอาณาจักร ในการวางแผนจัดสรรงบประมาณของเมืองเพื่อรับมือกับผลกระทบของโลกรวน โดยเฉพาะความร้อนเมือง เพื่อให้กรุงเทพฯ เย็นลง
จากการวางแผนงบประมาณที่เคยคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก แนวคิดของเมืองวันนี้คือการบริหารเงินเพื่อรับมือกับปัญหาที่ในระยะยาวอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
จากนโยบายสู่ของจริง
พรพรหมเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังหลากหลายนโยบายที่สัมพันธ์กับด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น “ไม่เทรวม” นโยบายคัดแยกขยะที่พยายามทำให้จับต้องได้สุดๆ เพื่อให้เหลือขยะที่ต้องจัดการและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การรับมือกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ไปจนถึง “ห้องหลบร้อน” ที่จัดพื้นที่หลบแดดทั่วกรุงที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยหัวใจสำคัญคือพรพรหมเป็นข้อต่อให้นโยบายปฏิบัติได้จริงแบบมีมาตรฐานเดียวกันในทุกพื้นที่
โจทย์ในงานของพรพรหมคือ ทำนโยบายให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ โดยมีหน้าที่เป็นนักเย็บประสานงานแต่ละสำนักเข้าด้วยกันภายใต้ร่มของความยั่งยืน
“หมดเวลาของการโยนหน้าที่กันไปมาแล้ว” คือหลักที่พรพรหมใช้ในการทำงาน
พรพรหมแบ่งงานตัวเองออกเป็น 3 ระดับ แต่ละส่วนมีความท้าทายที่ต่างกันไป
1.การทำงานกับส่วนกลางของ กทม. หรือสำนักต่างๆ ที่มีภารกิจเฉพาะทาง :
“อย่างสำนักสิ่งแวดล้อม คือเราทำงานด้วยโดยตรง วิธีการคือเราต้องอธิบายให้เคลียร์ที่สุดว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ซึ่งบางครั้งสิ่งที่เราเสนออาจตรงกันข้ามกับที่เขาเคยคิดมาก่อน และถ้าเขายัน เขาสู้ เราก็ต้องฟังเขาเหมือนกัน ต้องประนีประนอมด้วย แต่ผมว่าในภาพรวมสี่ปีการทำงานราบรื่นความร่วมมือดี”
“กับสำนักอื่นๆ ที่ผมอาจอาจไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ต่อเขาโดยตรง แต่ก็ต้องดึงประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในงานเขาด้วย เช่น สำนักระบายน้ำ เราก็นำข้อมูลที่วิเคราะห์เกี่ยวกับกรุงเทพในอนาคตที่จะได้รับผลกระทบจาก Climate Change ไปคุยให้ฟังจะได้เตรียมแผน ซึ่งปกติงานเขาก็จะเป็นงานวิศวะ ดูระบบระบายน้ำ ดูงานท่อเป็นหลัก แต่เราก็ไปพูดเรื่องต้องปลูกพืชอะไรที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ซึมน้ำได้บ้าง เรามีหน้าที่ใส่ไอเดียพวกนี้เข้าไปด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาคิด”
“หรืออย่างเรื่องฝุ่น บางทีก็จะบอกว่า เรื่องนี้สำนักนั้นต้องทำ สำนักนี้ต้องทำ ผมมองว่ามันหมดเวลาของการโยนแล้ว หน้าที่ของผมจึงคือต้องเย็บงานเข้าหากัน ให้การสร้างความยั่งยืนเกิดขึ้นจริง”
มาถึงตอนนี้ พรพรหมมองว่าหลายสำนักเห็นเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของงานมากขึ้นแล้ว
2.การกระจายลงไปให้ถึงทุกเขต :
“พอคุยกับสำนักโอเคแล้ว ความยากคือคุณคุยกับห้าสิบเขตรู้เรื่องหรือเปล่า อย่างเรื่องขยะผมมองว่าในเชิงนโยบายเราทำได้ค่อนข้างดี แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องปรับปรุงทำให้ดีขึ้นก็คือทำให้ทุกเขตมันดีเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่ายี่สิบเขตดีสามสิบเขตไม่ดี สิ่งที่ต้องทำจึงคือติดตามให้ต่อเนื่อง”
“พอช่วยกันตาม ช่วยกันผลัก ช่วยกันดัน จำนวนเขตที่ยังไม่ถึงมาตรฐานก็ค่อยๆ ลดลง”
3.การดีลกับหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงที่อยู่นอกเหนือขอบเขต กทม. :
“ยกตัวอย่างเรื่อง PM2.5 มีเคสรถเมล์ควันดำมาก คนก็ว่ากทม. เราก็ไปลุยเต็มที่ทั้งที่เราไม่มีอำนาจ โดยเราก็ไปเชิญคนที่มีอำนาจตรงมาตรวจด้วย แต่บางครั้งเขาก็ไม่ได้คล่องตัวจะมาด้วย เราก็มีหน้าที่ประสาน แจ้งล่วงหน้า แล้วเราก็ชัดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทำแล้วเราก็สื่อสารตลอด
“คือพอเราแอกทีฟมากๆ ในเรื่องฝุ่น สองปีมานี้ผมว่าประชาชนอยู่ข้างเรานะแล้วมันยิ่งทำให้หน่วยงานให้ความร่วมมือดีขึ้น”
การทำงานทั้งหมดนี้ยังเชื่อมโยงกับอีกบทบาทสำคัญที่พรพรหมทำร่วมกับ UNDP คือการพัฒนา “รายงานความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร” หรือ SDG Profile ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนว่า เมืองกำลังอยู่ตรงไหน มีจุดแข็ง จุดอ่อน และความเสี่ยงอะไรที่ต้องเร่งจัดการเพื่อให้การแก้ปัญหาไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ระยะสั้น แต่สร้างผลกระทบระยะยาวให้กับเมืองได้จริง
เมืองที่ยั่งยืนต้องสร้างร่วมกัน
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พรพรหมเชื่อมาตลอดว่าการสร้างเมืองยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมพลังจากทุกภาคส่วน โดยเขาให้ความสำคัญคือการเชื่อมความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ต้องการเข้ามาสนับสนุนการทำงานของกรุงเทพมหานคร
“มีคนเยอะมากที่อยากเข้ามาช่วย กทม. หน้าที่เราก็คือไปคุยว่าส่วนไหนที่เขาน่าจะเสริมได้ ตรงไหนที่จะตอบโจทย์ประชาชน พอมันผ่านกระบวนการพูดคุยกัน มันก็ทำออกมามีประโยชน์”
อีกด้านหนึ่งคือการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNDP ทั้งการจัดทำรายงาน SDG Profile การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเรียนรู้บทเรียนจากเมืองต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทของกรุงเทพฯ
Pornprom Vikitsreth, Deputy Bangkok Governor at UNDP-EU SDG Localisation Forum
“การทำงานกับ UNDP ทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและบทเรียนของเมืองต่างๆ ขณะเดียวกันเราก็แชร์บทเรียนของกรุงเทพฯ กลับไปเหมือนกัน โดยมี UNDP เป็นตัวเชื่อม แล้วสุดท้ายเราก็ค่อยเอาสิ่งที่เรียนรู้มาปรับให้เข้ากับบริบทของเรา”
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พรพรหมบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขามั่นใจมากขึ้น คือการได้เห็นนโยบายถูกนำไปปฏิบัติจริงและสร้างผลลัพธ์กับประชาชน
“ตอนทำงานที่อื่น คิดเสร็จแล้วเสนอมันก็อาจจะไม่ได้ทำ แต่ที่ กทม. มันได้ทำจริง เพราะเป็นงานที่ใกล้ชิดประชาชน เห็นผลเร็ว ถ้าทำไม่สำเร็จก็รีบแก้ไข หรือถ้าสำเร็จก็รีบขยาย”
และยิ่งทำงาน เขายิ่งเชื่อว่า การพัฒนาเมืองให้ไปไกลกว่าเดิม จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากคนที่เคยผ่านโจทย์เดียวกันมาก่อน
“ผู้ว่าฯ จะพูดตลอดว่าองค์กรระดับสากลคือยักษ์ UNDP ก็เหมือนยักษ์ เราต้องนั่งบนไหล่ของยักษ์ให้ได้ เพราะเวลายักษ์ยืน เราจะได้มองเห็นไกลขึ้นไปกับเขาด้วย”
ก้าวต่อไป จากนโยบายสู่การบังคับใช้
สำหรับรองผู้ว่าฯ ป้ายแดง พรพรหมมองว่าโจทย์ของกรุงเทพฯ ในอีกสี่ปีข้างหน้าคือการบังคับใช้กฎหมายให้จริงจังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ข้อบัญญัติด้านสิ่งแวดล้อมของ กทม. ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งที่เราทำได้ดีกว่านี้คือการบังคับใช้ เราอยากให้หลายหน่วยงานทำงานร่วมกันมากขึ้น”
เขายกตัวอย่างเรื่องความสะอาดของเมือง ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมักทำงานแยกกัน ทั้งฝ่ายรักษาความสะอาด เทศกิจ และฝ่ายสิ่งแวดล้อม ในระยะต่อไป กทม. จะปรับกระบวนการทำงานให้บูรณาการมากขึ้น ทั้งการจัดการขยะ การปล่อยน้ำเสีย การตรวจบ่อดักไขมัน และการผลักดันสารวัตรสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กฎหมายเกิดผลจริงในพื้นที่
พรพรหมมองว่า ความสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจเมือง “อย่างย่านทรงวาด ถ้าตอนเย็นยังมีขยะกองใหญ่ ประสบการณ์ของคนที่มาเดินเที่ยวก็ไม่ดี ทั้งที่พื้นที่มีศักยภาพมาก”
นอกจากการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย พรพรหมยังเดินหน้าต้องการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้แม่นยำขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานนอกเหนืออำนาจของกรุงเทพมหานคร รวมถึงผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และความร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิต
“หลังจากลงพื้นที่หาเสียงตลอดเดือนที่ผ่านมา ผมเห็นเมืองในอีกหลายมุม เห็นทั้งปัญหาและความคาดหวังของประชาชนมากขึ้น มันยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่า” พรพรหมทิ้งท้าย