โอกาสทางการศึกษาของแรงงานข้ามชาติ เพื่อทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ

สิงหาคม 20, 2026
Smiling girl in a yellow top stands in a schoolyard, with uniformed students behind.


ทุกเช้าที่แม่สอด จังหวัดตาก เด็กย้ายถิ่นหลายพันคนเริ่มต้นวันที่ศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่ใช้ชีวิต เติบโต และเรียนรู้ระหว่างที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน

สำหรับ แอน ศิราพร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน เด็กเหล่านี้ไม่ใช่เพียงลูกหลานแรงงานข้ามชาติ หากคืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศไทย

มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนดำเนินศูนย์การเรียนรู้ตามแนวชายแดนมาหลายปี ปัจจุบันมีศูนย์การเรียนรู้ภายใต้การดูแลทั้งหมด 10 แห่ง ดูแลเด็กกว่า 2,500 คน แต่เดิม ศูนย์ฯ ดำเนินการโดยชุมชน เพื่อให้ลูกหลานแรงงานเมียนมาที่ติดตามพ่อแม่มาทำงานในไทยได้เข้าถึงการศึกษา และสามารถกลับไปเรียนต่อในประเทศบ้านเกิดเมื่อย้ายกลับ โดยมูลนิธิได้เข้าไปสนับสนุนให้การศึกษาในศูนย์ฯ มีมาตรฐาน และมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

จากการทำงานที่สั่งสมมา มูลนิธิ Help Without Frontiers ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ UNDP ภายใต้ โครงการ SDG Localisation ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อขยายโอกาสและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และเยาวชนข้ามชาติในจังหวัดตาก โดยความร่วมมือนี้มุ่งพัฒนาทักษะด้านการประกอบอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงอาชีพและการดำรงชีพที่ปลอดภัยและยั่งยืน ควบคู่กับการเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งครอบคลุมเด็กกว่า 3,200 คน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนครู อาสาสมัคร และผู้ดูแลเด็กด้วยเครื่องมือและการฝึกอบรมด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับวิกฤตได้ดียิ่งขึ้น


ปัจจุบันโจทย์ของมูลนิธิเปลี่ยนจากการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมเมื่อกลับประเทศ มาเป็นการเตรียมพวกเขาให้มีอนาคต ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไปอยู่บนที่ใดของโลกใบนี้ก็ตาม

"เราแค่ให้การศึกษาที่ดี ถ้าเขาได้รับโอกาส เขาก็จะกลายเป็นแรงงานคุณภาพของประเทศไทย" แอนกล่าว

มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนจึงทำงานด้วยหลักการว่า สิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อที่ 4 เป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงมี และหนึ่งในพื้นที่ที่เปราะบางที่สุด อย่างพื้นที่ชายแดน ต้องการการพัฒนาที่อาศัยความเข้าใจ

เมืองชายแดนที่เติบโตจากความหลากหลาย

จังหวัดตากมีพรมแดนติดประเทศเมียนมากว่า 500 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่ยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร แม่สอดจึงเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญที่เติบโตจากความหลากหลาย 

แอนเล่าว่า "แม่สอดสร้างเมืองมาจากความหลากหลายอยู่แล้ว" ไม่เพียงแต่คนจากเมียนมาเท่านั้น แต่ไหนแต่ไร เมืองแห่งนี้ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งไทใหญ่ คนเหนือ คนจีน ชาวมุสลิมเชื้อสายบังกลาเทศ และชุมชนกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่สองฝั่งชายแดน เศรษฐกิจของเมืองเติบโตจากการค้าข้ามแดนและการเดินทางไปมาของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

Large group of students and teachers posing outdoors on a sunny day, holding a sun banner.


ตั้งแต่สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 ผู้คนจากเมียนมาหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ทั้งแรงงาน ครอบครัว นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้หนีภัยจากสงคราม ทำให้แม่สอดกลายเป็นทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของผู้คนจำนวนมหาศาล

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้คนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยรู้สึกกังวล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็เผชิญความจริงอีกชุดหนึ่ง คือสังคมสูงวัย เด็กเกิดใหม่ลดลง และแรงงานไทยมีจำนวนน้อยลงทุกปี โจทย์ของศูนย์การเรียนจึงเปลี่ยนตามไปด้วย

"เราจึงคิดใหม่ว่าจะทำยังไงให้เด็กกลุ่มนี้มีทักษะอาชีพ สื่อสารภาษาไทยได้ และสามารถไปทำงานให้กับนายจ้างคนไทยได้ เราจึงมีโครงการเกี่ยวกับอาชีพมากขึ้น" แอนอธิบาย

พัฒนาทุนมนุษย์เริ่มที่ปกป้องสิทธิแรงงาน

จากการลงพื้นที่โรงงานและสถานประกอบการที่ต้องการแรงงานหลายแห่ง แอนพบว่านายจ้างส่วนใหญ่ไม่ได้มองเรื่องสัญชาติเป็นอันดับแรก

"นายจ้างไม่ได้มองว่าสัญชาติอะไร เขามองว่าใครพร้อมทำงาน ขยัน และเรียนรู้ได้" ซึ่งหลายครั้งพบว่าแรงงานเมียนมาตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ และปัจจุบัน แรงงานเมียนมากระจายอยู่ในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตร อุตสาหกรรม และหรือภาคบริการ


แต่ในขณะที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ แรงงานจำนวนไม่น้อยกลับยังอยู่นอกระบบ เพราะขั้นตอนการขึ้นทะเบียนซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง

"หากแรงงานเข้ามาแบบถูกกฎหมายก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่การเข้ามาแบบถูกกฎหมายมีอุปสรรคมากมาย" แอนเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานมีความซับซ้อนมาก แม้แต่มูลนิธิเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน การจ้างงานผู้สอนในศูนย์การเรียนรู้ต้องดำเนินงานด้านเอกสารที่ซับซ้อน ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง เธอจึงไม่แปลกใจที่หลายคนหลุดออกจากระบบ ซึ่งนับเป็นโจทย์ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะหากระบบยังผลักคนออกนอกระบบ ก็ยิ่งเปิดช่องให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และยากที่จะบรรลุเป้าหมาย SDG ข้อ 8 ซึ่งคือการจ้างงานที่มีคุณค่า (Decent Work)

"เราทำเรื่องการศึกษา การพัฒนาศักยภาพเยาวชน แต่ถ้าระบบยังเป็นอย่างนี้ เราจะทำให้เด็กมั่นใจได้อย่างไรว่าการอยู่ในระบบเป็นเรื่องที่ถูกต้องและยุติธรรม" แอนแสดงความกังวล

การศึกษากับการลงทุนที่คุ้มค่า

แม้กฎหมายไทยจะรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคน แต่ในทางปฏิบัติ เด็กข้ามชาติยังเข้าไม่ถึงโรงเรียนได้เสมอไป ศูนย์การเรียนจึงยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบ

"เราต้องก้าวข้ามทัศนคติที่มองว่าเขาเป็นภาระ แล้วมองว่าเขาเป็นทรัพยากร" สำหรับแอน การศึกษาคือการลงทุนกับอนาคตของเศรษฐกิจและสังคม หากเด็กไม่ได้รับการศึกษาและพัฒนาทักษะ สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่แรงงานไร้ฝีมือ แต่รวมถึงความเปราะบาง การถูกเอารัดเอาเปรียบ และปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแบกรับ

ภาพนั้นสะท้อนผ่าน "จูลี่" อดีตนักเรียนในศูนย์การเรียนที่วันนี้กลับมาสร้างโอกาสให้เด็กคนอื่น หลังได้รับการพัฒนาทักษะและเครื่องมือด้านการบริหารจัดการโครงการ

"พอเราให้โอกาสกับเขา เขากลายเป็นผู้ให้โอกาสกับคนอื่น และกลายเป็น change maker จริงๆ"

เมื่อถามถึงเป้าหมายภาพใหญ่จากการสนับสนุนการศึกษาเด็กข้ามชาติ แอนตอบอย่างไม่ลังเล "ถ้าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตราบใดที่เขาปลอดภัย เราก็ปลอดภัย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวชายแดน เราต้องสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกัน ที่มาจากความเข้าใจซึ่งกันและกัน

“ขณะเดียวกันเราต้องลงทุนกับคนกลุ่มนี้ คนไทยก็มีลูกน้อยลง ส่วนคนกลุ่มนี้มาอยู่ตรงนี้แล้ว เราต้องทำให้พวกเขามีโอกาสและส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าด้วย"